แนวคิดเรื่อง 'ทรงกลมไดสัน' หรือกลุ่มโครงสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อกักเก็บพลังงานจากดวงดาว เป็นหัวข้อที่นักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันมาตั้งแต่ปี 1960 ในฐานะหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของอารยธรรมที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างไรก็ตาม การค้นหาโครงสร้างเหล่านี้ในอดีตมักมุ่งเป้าไปที่ดวงดาวที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ ซึ่งอาจเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้น งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่บน arXiv โดยนักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยอาร์คันซอ ได้นำเสนอโมเดลใหม่ที่น่าสนใจ โดยระบุว่ากลุ่มโครงสร้างขนาดยักษ์อาจซ่อนตัวอยู่รอบดาวแคระแดงและดาวแคระขาว ดาวแคระแดงนั้นมีความโดดเด่นเนื่องจากมีอายุขัยที่ยืนยาวนับล้านล้านปี ส่วนดาวแคระขาวซึ่งเป็นซากที่เหลืออยู่ของดาวฤกษ์มีขนาดเล็กกว่าเดิมมาก ทำให้การสร้างโครงสร้างเพื่อกักเก็บพลังงานทำได้ง่ายและใช้ทรัพยากรน้อยกว่า หัวใจสำคัญของการศึกษานี้คือการวิเคราะห์ผ่านแผนภาพแฮร์ทสปรุง-รัสเซลล์ ซึ่งใช้จำแนกอุณหภูมิและความสว่างของดวงดาว หากมีกลุ่มโครงสร้างทรงกลมไดสันล้อมรอบ ดาวดวงนั้นจะดูดซับแสงและแผ่รังสีออกมาในรูปแบบของความร้อนที่มีความยาวคลื่นสูงขึ้น ส่งผลให้ดาวดวงนั้นปรากฏในตำแหน่งที่ผิดปกติบนแผนภาพ คือมีความสว่างเท่าเดิมแต่มีอุณหภูมิที่เย็นลงอย่างมหาศาล ซึ่งไม่มีดาวฤกษ์ตามธรรมชาติใดที่จะมีคุณสมบัติเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม การตรวจพบสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากฝุ่นอวกาศและกาแล็กซีที่อยู่ห่างไกลสามารถปล่อยรังสีอินฟราเรดที่คล้ายคลึงกันได้ นักวิจัยจึงเสนอเกณฑ์การสังเกตที่ละเอียดขึ้น เช่น การตรวจสอบความราบรื่นของสเปกตรัมที่ปราศจากฝุ่นซิลิเกต และการสังเกตอาการกะพริบที่ผิดปกติของแสง ซึ่งอาจเกิดจากช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนของโครงสร้างที่หมุนวนรอบดวงดาว ปัจจุบัน โครงการอย่าง 'เฮเฟสตอส' ได้ระบุรายชื่อดาวฤกษ์ที่เป็นไปได้กว่า 7 ดวงจากฐานข้อมูลดาวนับล้านดวง แม้ว่าในภายหลังจะพบว่าสัญญาณของดาวหนึ่งดวงเกิดจากหลุมดำเบื้องหลัง แต่ระบบที่เหลือยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยนักวิจัยย้ำชัดเจนว่านี่เป็นเพียงการสร้างแบบจำลองเพื่อแยกแยะวัตถุผิดปกติออกจากฝุ่นอวกาศทั่วไปเท่านั้น ในอนาคตอันใกล้ กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ รวมถึงกล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน ที่กำลังจะเปิดตัว จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์ทฤษฎีนี้ การสำรวจท้องฟ้าด้วยคลื่นอินฟราเรดจะช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถระบุได้ว่า ร่องรอยความร้อนที่เย็นเยียบเหล่านั้นคือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยังไม่ถูกค้นพบ หรือเป็นหลักฐานของเทคโนโลยีจากอารยธรรมอื่นที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดของอวกาศ
แหล่งที่มา: The Debrief
โพสต์เมื่อ