บนที่ราบสูงทางตะวันตกของหุบเขาไนล์ ที่ซึ่งสุสานเมมฟิสทอดตัวยาวกว่า 19 ไมล์ ความเงียบงันของกาลเวลาได้ถูกทำลายลงเมื่อนักโบราณคดีเริ่มขุดค้นกลุ่มพีระมิดและสุสานที่ดาห์ชูร์ สถานที่แห่งนี้คือที่เก็บงำความลับของราชวงศ์อียิปต์โบราณมานานนับพันปี ย้อนกลับไปในปี 1894 ฌาคส์ เดอ มอร์แกน ได้ค้นพบสุสานของกษัตริย์ฮอร์และเจ้าหญิงนูบ-โฮเทป ก่อนจะนำไปสู่การค้นพบครั้งสำคัญในปี 1895 นั่นคือสุสานของเจ้าหญิงสี่พระองค์ผู้เป็นธิดาของฟาโรห์อเมเนมแฮตที่ 2 ได้แก่ เจ้าหญิงอิตา, เค็นเมต, อิตาเวเรต และซาธาธอร์เมรีต เป็นเวลานานนับศตวรรษที่ร่องรอยของเจ้าหญิงเหล่านี้เกือบจะเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ หลังจากถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ในปี 1915 พวกเธอก็กลายเป็นเพียงชื่อในรายการสะสมจนกระทั่งถูกค้นพบใหม่อีกครั้งในปี 2020 สิ่งที่ทำให้นักโบราณคดีต้องประหลาดใจไม่ใช่เพียงเครื่องประดับอันวิจิตร แต่คือ 'อาวุธ' ที่ถูกฝังรวมอยู่กับร่างของเหล่าเจ้าหญิง ทั้งคันธนู ลูกธนู และมีดสั้นที่วางไว้ภายในโลงศพของเจ้าหญิงอิตา ซึ่งเป็นวัตถุที่ปกติแล้วจะพบในหลุมศพของบุรุษเท่านั้น การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ในงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Environmental Archaeology ได้ทลายความเชื่อเดิมที่ว่าอาวุธเหล่านี้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพิธีกรรม เพราะร่องรอยบนกระดูกของเจ้าหญิงบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ดร. เซนาบ ฮาเชช หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า สภาพโครงสร้างกล้ามเนื้อของเจ้าหญิงเหล่านี้บ่งบอกถึงวิถีชีวิตที่ต้องใช้แรงกายอย่างหนักหน่วง กระดูกของพวกเธอมีการพัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานกล้ามเนื้อที่หนักเกินกว่าชีวิตสตรีในวังทั่วไปจะทำกัน จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหญิงอิตา ในวัย 28-34 ปี มีร่องรอยการยึดเกาะของกล้ามเนื้อส่วนบนที่แข็งแกร่งอย่างชัดเจน สอดคล้องกับการใช้งานอาวุธประเภทกระบองหรือมีดสั้นอยู่เป็นประจำ ในขณะที่เจ้าหญิงเค็นเมต แม้จะมีร่องรอยของภาวะกระดูกบางตามวัย แต่จุดยึดเกาะของเส้นเอ็นกลับมีความแข็งแรงและหนาแน่นอย่างผิดปกติ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของการฝึกฝนร่างกายอย่างต่อเนื่อง ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เจ้าหญิงอิตาเวเรต ซึ่งจากหลักฐานทางกระดูกบ่งชี้ว่าเธอเป็นนักธนูฝีมือฉกาจ ร่างของเธอผ่านประสบการณ์บาดเจ็บมาไม่น้อย ทั้งกระดูกซี่โครงหักและกระดูกเท้าแตก ซึ่งเป็นร่องรอยของการใช้ชีวิตที่โลดโผน นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า บาดแผลเหล่านี้อาจเกิดจากอุบัติเหตุ การตกจากที่สูง หรือการปะทะที่รุนแรงจากการล่าสัตว์หรือการฝึกทหาร แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือร่องรอยการสมานตัวของกระดูกที่แสดงให้เห็นว่าพวกเธอได้รับการดูแลทางการแพทย์ชั้นยอดในยุคนั้น นอกจากความแข็งแกร่งแล้ว ข้อมูลทางพันธุกรรมยังเผยให้เห็นร่องรอยของการแต่งงานในเครือญาติผ่านความผิดปกติของกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของราชวงศ์อียิปต์ในยุคนั้นที่ต้องการรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือด แม้ว่ากะโหลกศีรษะของเจ้าหญิงเหล่านี้จะสูญหายไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้การศึกษาไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร แต่นักวิจัยก็ยังตั้งเป้าที่จะวิเคราะห์ไอโซโทปเสถียรเพื่อทำความเข้าใจโภชนาการและบทบาททางการเมืองของพวกเธอให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดร. ฮาเชชกล่าวด้วยความมุ่งมั่นว่า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การระบุตัวตนของราชวงศ์ดาห์ชูร์ แต่คือการคืนชีวิตให้กับเรื่องราวของพวกเธอผ่านการจัดแสดงแบบ 3 มิติ เพื่อให้โลกได้เห็นว่าพวกเธอไม่ใช่แค่ตุ๊กตาในวัง ในขณะที่โลกมักจดจำอียิปต์ผ่านสมบัติล้ำค่า งานวิจัยนี้กลับเปลี่ยนมุมมองให้เราหันมามอง 'มนุษย์' ที่อยู่เบื้องหลังวัตถุเหล่านั้น เจ้าหญิงเหล่านี้ไม่ได้ถูกฝังไว้พร้อมอาวุธเพื่อความสวยงาม แต่พวกเธอคือสตรีผู้แข็งแกร่งที่ใช้ชีวิตอย่างนักรบในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของเจ้าหญิงทั้งสี่พระองค์ยังคงทิ้งคำถามไว้ให้เราขบคิดว่า ในยุคที่ประวัติศาสตร์มักถูกจารึกโดยบุรุษ แท้จริงแล้วสตรีในราชวงศ์อียิปต์มีบทบาทในการปกป้องอาณาจักรและฝึกฝนตนเองในฐานะนักรบมากน้อยเพียงใดกันแน่
แหล่งที่มา: The Debrief
โพสต์เมื่อ